วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

ลักษณะการปกครองไทยแต่เดิม

ลักษณะการปกครองของไทยแต่เดิม




       การปกครองของไทยแต่เดิมก็มีลักษณะเช่นเดียวกับการปกครองชาติอื่นๆ คือมีการรวมกลุ่มกันอยู่
เป็นหมู่เป็นเหล่าบางแห่งก็รวมกันเข้าเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีหัวหน้าเป็นผู้ปกครองดูแลรับผิดชอบให้ความ
คุ้มครองป้องกันภยันตรายตามควรแก่ฐานะทำนองหัวหน้าหรือนายกับลูกน้อง(Master and slave) อำนาจ
หน้าที่และความรับผิดชอบของกลุ่มตกอยู่แก่หัวหน้าสิ้นเชิง โดยมีขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นเครื่องกำกับ
ยึดเหนี่ยว ต่อมาเมื่อมีพลเมืองเพิ่มมากขึ้นปัญหาเรื่องการทำมาหากินโดยอาศัยผืน    แผ่นดินเป็นหลักและ
ความสำคัญในเรื่องพื้นที่และดินแดนจึงเกิดขึ้น มีการกำหนดของอาณาเขตการปกครองของกลุ่มและหมู่ชน
      ชนชาติไทยเป็นกลุ่มชนชาติใหญ่ที่มีระเบียบการปกครองและวัฒนธรรมสูง จีนยกย่องเรียกว่า "ไต๋"
"ชาติใหญ่" ประกอบกับชาวไทยมีคุณธรรมประจำชาติดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชา
นุภาพทรงกล่าวว่า ชนชาติไทยมีคุณธรรม 3 ประการ เป็นสำคัญจึงสามารถปกครองประเทศสยาม  ได้คือ
ความรักอิสระของชาติความปราศจากวิหิงสาและความฉลาดในการประสานประโยชน์ถ้าจะเรียกเป็นภาษา
อังกฤษ คือ Love of national independence, Toleration and Power of assimilation สำหรับการจัดรูปการ
ปกครองของไทยแต่เดิม จากพงศาวดารและหลักฐานอ้างอิง  พอสันนิฐานได้ว่าไทยในสมัยน่านเจ้านั้นการ
ปกครองในส่วนกลางแบ่งออกเป็น 9 กระทรวง คือ

  1. ฮินสอง      เทียบกับปัจจุบันได้แก่      กระทรวงมหาดไทย
  2. โม่วสอง     เทียบกับปัจจุบันได้แก่      กระทรวงกลาโหม
  3. ม่านสอง    เทียบกับปัจจุบันได้แก่      กระทรวงการคลัง
  4. ยันสอง      เทียบกับปัจจุบันได้แก่      กระทรวงการต่างประเทศ
  5. หว่อสอง     เทียบกับปัจจุบันได้แก่      กระทรวงพาณิชย์
  6. ฝัดสอง      เทียบกับปัจจุบันได้แก่      กระทรวงยุติธรรม
  7. ฮิดสอง      เทียบกับปัจจุบันได้แก่      กระทรวงโยธาธิการ
  8. จุ้งสอง      เทียบกับปัจจุบันได้แก่      กระทรวงสำมะโนครัว
  9. ฉื่อสอง      เทียบกับปัจจุบันได้แก่      กระทรวงวังหรือราชประเพณี
      การบริหารงานของราชการส่วนกลางมีอภิรัฐมนตรีรัฐมนตรีหรือเสนาบดี ปลัดกระทรวง อธิบดีเจ้า
กรมปกครองบังคับบัญชารับผิดชอบตามลำดับส่วนการปกครองในภูมิภาคแบ่งเขตการปกครองเป็นมณฑล
แต่ละมณฑลมีเมืองเอกโทตรีและจัตวามีหัว หน้าปกครองลดหลั่นกันไปได้แก่เจ้าหัวเมืองเอกเจ้าหัวเมืองโท
เจ้าหัวเมืองตรีและเจ้าหัวเมืองจัตวาแต่ละเมืองแบ่งออกเป็น    แขวงมีนายอำเภอเป็นหัวหน้ารองจากแขวง
เป็นแคว้นมีกำนันเป็นหัวหน้าจากแคว้นจึงเป็นหมู่บ้านมีผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวหน้ารับผิดชอบซึ่งรูปแบบการปก
ครองดังกล่าว นี้มีลักษณะคล้ายกับการปกครองในแบบปัจจุบันมาก

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

<iframe width="420" height="315" src="http://www.youtube.com/embed/_n2lJPe22-8" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>

“คำแนะนำ ๑๒ ประการ สำหรับชีวิตในโลกปัจจุบัน”
โดย อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ

ในโลกปัจจุบันนี้ จัดเป็นยุคที่ สับสน หลอกลวงกันได้ง่าย โดยเฉพาะเป็นยุคทางสื่ออิเลคทรอนิคส์ เป็นยุค “ลับ ลวง พราง” สิ่งที่อ่านในสื่ออาจจะไม่ใช่ความจริง สิ่งที่เป็นข่าว อาจจะเป็นข้อมูลลวงและพราง เปลี่ยนประเด็นความสนใจของประชาชนออกไป กฏหมายชราภาพพอๆกับผู้รักษากฏหมายชราภาพ การศึกษาเป็นทาสของนักธุรกิจ เป็นการศึกษาเชิงพานิชย์ ฯลฯ มากกว่าสมัยก่อนๆ หรือ สมัยก่อนอาจจะมีมากก็ได้ แต่ ไม่ค่อยเป็นข่าว ไม่ค่อยโดนจับได้ ข่าวร้ายโดนลบทิ้งได้ทันเวลา ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะฟันฝ่ายุคนี้ไปได้อย่างสมดุล คือ สมดุลทั้งทางโลกและทางธรรม สมดุลทั้งการเงิน เศรษฐกิจ สังคม และ รักษ์โลก เพื่อที่ว่าสุดท้ายไม่โดนระบบธรรมชาติ จัดระเบียบ ด้วยสงคราม และ ภัยธรรมชาติต่างๆ คนสมัยนี้ คล้ายกับผีร้าย ซาตานเข้าสิง สามารถทำธุรกิจ แบบทำลาย ทำร้ายสุขภาพผู้คนได้แบบหน้าตาเฉย ตาใส ไร้ความรู้สึก ไม่ผิดกฎหมายทั้งๆที่ผิดคุณธรรม โดยผ่าน ระบบการตลาดที่โหดเหี้ยม กลไกการตลาดที่ “ลับ ลวง พราง” และ เพื่อ ยั่วยวน หลอกล่อ จับจุดอ่อน ส่งเสริมความฟุ่มเฟือย ฯลฯ โดยใครไม่รู้เท่าทัน ก็ “ติดกับดัก” หลุดเข้าระบบ “สายพานชีวิต” ผมมีคำแนะนำ ง่ายๆ (ไม่ต้องมีเอกสารอ้างอิง เพราะ คิดเอง มั่วเอง) ๑๒ ประการ ดังนี้

(๑) อย่าเชื่อโฆษณา
นักการตลาด นักโฆษณา มากมาย ใช้ เทคนิค ศิลปะการยั่วยวน ให้คึกที่จะซื้อ นับวันจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เร่งให้เป็นนักซื้อ หัดสร้างหนี้ตั้งแต่เป็นเด็กๆกันเลยทีเดียว ศาสตร์ทางการตลาด โฆษณา สื่อสารมวลชน กลายเป็นศาสตร์ที่ “ติดลบ” “อกุศล“มากขึ้น เสื่อมลงมากขึ้น คนในวงการ ไม่ควบคุมกันเอง ไม่ตักเตือนกัน ดังนั้น เราในฐานะผู้บริโภค ก็ต้องเลิกเสพสื่อ เลิกเชื่อโฆษณา สอนลูก สอนหลาน สอนเยาวชน ให้เห็น กลลวงต่างๆ ให้มากขึ้น รู้ให้ทัน

(๒) ดู TV ให้น้อยลง และ หันไป ลงมือทำอะไรด้วยตนเองมากขึ้น
ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ห่างไกลจอทีวี จอ Internet บ้าง สุขภาพของท่าน จะโดนทำลาย ทั้งสายตา กล้ามเนื้อสะบักไหล่ กระดูกจะปวดทั้งที่หลังและที่คอ โรคกระเพาะอาหาร นอนน้อย และ อื่นๆ สุดท้าย เงินเก็บที่หามาได้ จะหมดลง เพราะ เป็นค่าใช้จ่ายให้โรงพยาบาล นั่งรถเข็นหรือนอนพะงาบพะงาบ ช่วยตนเองไม่ได้บนเตียง และ ไม่มีลูกหลานมาดูแล เพราะ ท่านทอดทิ้งพวกเขา มาหมกมุ่นอยู่หน้าจอทั้งวัน ท่านลืมออกกำลังกาย ความรัก ความผูกพันในครอบครัวจะหายไปเรื่อยๆ ต่างคนต่างอยู่มากขึ้น

(๓) เดินห้างให้น้อยลง พาลูกพาหลานออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งบ้างนะ
เดินในห้าง ท่านก็ผสมลมหายใจของใครต่อใครก็ไม่รู้ปนเปไปกับท่าน สูดเชื้อ ดมกลิ่น สารเคมี ที่ฉีดลงบนสินค้าต่างๆ ดมทุกวัน บ่อยๆมากๆก็แย่เหมือนกันนะ ออกไปกลางแจ้ง ที่อากาศดีๆ เพราะ บนถนนยิ่งเลวร้ายกว่า โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่เอาจริงเรื่องอะไรสักอย่าง นอกจาก การเมืองและผลประโยชน์ กีฬากลางแจ้ง แบบฝรั่ง มีแต่ค่ายใช้จ่ายราคาแพง เป็นกีฬาเชิงการค้าไปแล้ว เราก็ลองหากิจกรรมง่ายๆ ราคาถูก เช่น เดินป่า ปลูกต้นไม้ เข้าวัด ก็ได้นะ

(๔) อย่าไปอยู่ในฝูงชนมากนักเลย โดยเฉพาะคอนเสิร์ตต่างๆ
หูจะแตก เพราะ ลำโพงเปิดเสียงดังลั่น ทั้งในห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด ลานเต้นแอร์โรบิก ถนนที่รถเต็มไปหมด รถเปิดเพลงดังลั่นและ ในชนบท ก็ยัง เปิดเพลงดังลั่นระวัง ยังมีระเบิดจากผู้ก่อการร้าย โรคติดต่อร้ายแรง ที่อาจจะมาพร้อม การเปิด AEC (ประชาคมอาเซียน) ก็ได้นะ อย่าทำอะไรตามๆกัน หันทวนกระแสแล้วจะปลอดภัย อย่าไปเห่อตามเขามากนัก โดยเฉพาะเรื่องอาหาร มีแต่ภัย ซ่อนเร้นอยู่

(๕) ซื้อให้น้อยๆหน่อย หัดทำเองบ้าง
ปลูกผักเอง แล้วจะรู้ว่า ผักธรรมชาติ กับ ผักอันตรายด้วยสารเคมี มันต่างกันเยอะเลย ทั้ง รส สี และกลิ่น หัดพึ่งพาตนเองบ้าง ลดการนำเข้า ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในบ้าน และ ในองค์กรก็ได้ วิศวกร มีแต่ catalog engineer ซื้อๆๆ เทคโนโลยีต่างชาติ คิดอะไรเองไม่เป็น ออกแบบไม่เป็น เก่งแต่ “จัดซื้อ” ควรหัดฝึกวิศวกร เป็นนักประดิษฐ์บ้าง ผู้บริหารหัดทำอะไรเองบ้าง ลงจากหอคอยงาช้าง ลงมาเลียบค่ายดูทหารเลวบ้าง อย่าคิดเองเออเอง ลงมาดูที่จริง ของจริง ความจริงบ้าง อย่าหูเบา อย่าเชื่อคนข้างกายมากนักเลย

(๖) หยุดทาน อาหารโหลๆ (Junk food) แล้วหัด ทานอาหาร ตามธรรมชาติบ้าง
ระบบการศึกษายุคนี้ เป็นแบบ “รู้ลึกโง่กว้าง” สุดท้าย ตายน้ำตื้น โดนพ่อค้าแม่ค้าหลอกเอาสารเคมี ใส่ลงไปในอาหาร ทานเข้าไปทุกวัน แบบ “โง่ ตาใส” เรียนก็สูง การงานก็ดี แต่ สอบตก เรื่องพฤติกรรมการทานอาหาร เร่งรีบ โดนหลอก หลงตนเอง ขี้เกียจ มักง่าย สุดท้าย “ทานแบบด่วน ก็ตายแบบด่วน” กลับบ้าน ทานข้าวกับพ่อแม่ ลูกเมียบ้าง ทานอาหารนอกบ้าน น่ากลัวนะ จะบอกให้

(๗) เอาแต่ทำงานแบบเดิมๆ แล้วคาดหวังผลงานดีๆ
ขยันแบบโง่ ทำเหมือนเดิม ไม่ปรับปรุง ไม่พัฒนา ไม่กล้าลอง อ้างงานยุ่ง ซึ่งพวก ขยันแต่โง่นี้ ฮิตเล่อร์ (Hitler)บอกว่า “เจอเมื่อไร ให้ฆ่าทิ้ง” สุดท้ายองค์กรไปไม่รอด ตนเองล้มบนฟูก ลูกน้องเดือดร้อน ประเทศชาติเสียหาย แม่ธรณีโดนรังแก วนอยู่ในกรอบเดิมๆ ตั้ง KPI มาวัดผลงาน ด่าในเรื่องซ้ำๆ ด่าคนทำไม่ด่าคนสั่ง เข้าลักษณะที่ว่า “ใครขโมยเนยแข็งของฉันไป” หรือ “สาปแช่งความมืด ลืมจุดตะเกียง”

(๘) เอาแต่ขับรถ ลองหัดเดินดูบ้าง
เอาแต่ ยั่วให้คนซื้อรถ ปล่อยดอกเบี้ยให้ซื้อรถ สุดท้าย รถเต็มเมือง ถล่มน้ำมัน ต่างชาติฟันกำไร คนไทยเป็นง่อย เดินไม่เป็น ระบบรถสาธารณะน้อย กดดันให้ซื้อรถใหม่ ดูดควันพิษ ยังไม่มีระบบ Sky walk ในเมืองไทย คือ สามารถเดินเชื่อมทะลุได้หมด ไม่ต้องใช้รถ

(๙) ของเก่ายังใช้ไม่คุ้ม ซื้อใหม่อีกแล้ว ลองอดทนใช้ของเก่าๆบ้าง
ทั้ง โทรทัศน์ โทรศัพท์ หัดค่อยๆใช้ไป ไม่ต้องบ้าจี้ ขี้อวด ขี้โอ่ กลัวตกเทรนด์ อดทนหน่อย เปลี่ยนระบบคอมพิวเตอร์ อยู่เรื่อย ลงโปรแกรมใหม่ๆ ลูกอีช่างเปลี่ยน จนคนในองค์กร มึน งง เบลอไปหมดแล้ว

(๑๐) หยุดวุ่นวายเรื่องชาวบ้าน หัดมาพิจารณาตนเองบ้าง
เอาแต่ จับกลุ่มนินทา เพ่งโทษ โดยไม่หันมาพัฒนาตนเอง ติดดี เห็นคนอื่นแย่กว่า พูดจาทับถม ดับกำลังใจกัน สุดท้าย องค์กรหมดสภาพ เลิกเห่อฝรั่ง เห่อต่างชาติ หันมาใช้ของไทยๆ ภูมิใจในความเป็นไทยบ้างนะ หัดขอบคุณกันบ้าง อย่าเป็นองค์กรแล้งน้ำใจ อย่าวางฟอร์ม อย่าระแวง อย่าต่างคนต่างอยู่ อย่ากัดกันเอง

(๑๑) หัดทำอะไรช้าๆบ้าง เร่งมาแล้วทั้งชีวิต
ในความช้า มีอะไรให้ศึกษามากมาย จะเร่งไปตายถึงไหน เร่งขับรถ เร่งกิน เร่งโกง เร่งกำไร ไปถึงไหน รอๆ ธรรมชาติฟื้นตัวบ้างนะ ถล่มแม่ธรณีทำไมกันเนี่ย ช้าให้เป็น ช้าอย่างมีสติ หัดนั่งสมาธิ เดินจงกรม ทำงานศิลปะบ้าง

(๑๒) หัดมีระบบสำรองบ้าง
ถ้าอยู่เมืองใหญ่ วันใด มีสงคราม มีภัยธรรมชาติใหญ่ๆ จะหลบไปไหน แก่แล้วจะทำอะไร อย่ามาติดเรื่องเกษียณ ตอนอายุ ๕๙ ปี มันสายไปแล้ว ควรคิดตั้งแต่ อายุ ๒๐ ปีแล้ว ว่าจะเกษียณยังไง อย่ามั่นใจว่า กฎแห่งกรรมไม่มีจริง หัดสำรองความเชื่อเอาไว้บ้าง หากเรื่องที่เราไม่เชื่อ โดยเฉพาะ เรื่อง ชาติหน้า เรื่องนรกสวรรค์มีจริงขึ้นมา เราจะทำไง หัดบริหารความเสี่ยงบ้างนะ เรียนทางสายวิทย์มาตลอด เชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มาตลอด แล้วรู้ได้ไงว่า วิทยาศาสตร์ถูกต้อง ในเมื่อ มนุษย์ที่โกงๆ มั่วๆ เป็นคนทำวิจัย ทำการทดลอง และ เป็นนายทุนนำเสนอ กระบวนวิธีทางวิทยาศาสตร์น่าจะถูกต้อง 100% แต่ นักวิทยาศาสตร์นี่ซิ ไม่น่าจะถูกต้อง ทุกคนนะ บางคนอาจจะรับเงินนักธุรกิจชั่วร้าย งกๆเค็มๆ โกงๆมาก็ได้นะ บิดเบือนผลการวิจัยเพื่อเข้าข้างตนเองก็มีนะ

*** อย่ารอแก่แล้วไปวัด ไปศึกษาทางธรรมนะ ***
เรื่องทาง พุทธศาสตร์ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกๆๆ จนได้ทักษะ ไม่ใช่ แค่คิด ไม่ใช่แค่อ่าน ก็จะเข้าใจได้นะ ดังนั้น อย่าประมาท อาจจะตายก่อน เกษียณก็ได้ อาจจะพิการ จนศึกษาทางธรรมไม่ได้ก็ได้นะ รู้ได้ไงว่า ที่เชื่อมาทั้งชีวิต หนีธรรมะมาทั้งชีวิต เป็นเรื่องจริง

หากไม่ศึกษาธรรม ไม่เข้าหาบัณฑิต ก็คือ คิดเอง เออเอง มันพลาดได้ง่ายๆนะ เรื่องทางธรรม ไม่ใช่ เรื่องการใช้ “ความคิด” นะ หลงใช้ “ความคิด” มาทั้งชีวิต แล้วจะเข้าใจธรรมได้ยังไง ธรรมะเป็นเรื่องของ “สติ” ที่ต้องผ่านการฝึกฝน สะสมเก็บชั่วโมงฝึก คนคิดมากฝึกธรรมไม่ได้นะ

จริงๆแล้ว ยังมีอีกหลายประการ หลายข้อแนะนำ แต่ ๑๒ ประการนี้ ก็เยอะแล้ว  เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องที่ ฟังดูง่าย แต่ ทำจริงๆยาก เหมือนกับการศึกษาธรรมะ คือ ต้องลงมือทำจึงจะเข้าใจ เอาแต่อ่านแล้ววิจารณ์ไม่ได้เลย

การพึ่งพาตนเอง ไม่ไหลตามกระแส ดูจะเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็น ไม่ต้องไปคิดแบบแคบๆว่า “ทำกินเองแล้วคนอื่นจะตกงาน พ่อค้าจะไม่มีงานทำ” การคิดแบบนี้ เป็นอะไรที่ วัยรุ่นเรียกว่า “เกรียน“มาก หรือ ภาษาจีนแต้จิ๋ว คือ ซี้ปังโต้ และ ซี้ปังเท้า มากๆ


คำแนะนำ ๑๒ ประการ สำหรับชีวิตในโลกปัจจุบัน
โดย อ.วรภัทร์ ภู่เจริญ
ในโลกปัจจุบันนี้ จัดเป็นยุคที่ สับสน หลอกลวงกันได้ง่าย โดยเฉพาะเป็นยุคทางสื่ออิเลคทรอนิคส์ เป็นยุค “ลับ ลวง พราง” สิ่งที่อ่านในสื่ออาจจะไม่ใช่ความจริง สิ่งที่เป็นข่าว อาจจะเป็นข้อมูลลวงและพราง เปลี่ยนประเด็นความสนใจของประชาชนออกไป กฏหมายชราภาพพอๆกับผู้รักษากฏหมายชราภาพ การศึกษาเป็นทาสของนักธุรกิจ เป็นการศึกษาเชิงพานิชย์ ฯลฯ มากกว่าสมัยก่อนๆ หรือ สมัยก่อนอาจจะมีมากก็ได้ แต่ ไม่ค่อยเป็นข่าว ไม่ค่อยโดนจับได้ ข่าวร้ายโดนลบทิ้งได้ทันเวลา ดังนั้น จึงเป็นการยากที่จะฟันฝ่ายุคนี้ไปได้อย่างสมดุล คือ สมดุลทั้งทางโลกและทางธรรม สมดุลทั้งการเงิน เศรษฐกิจ สังคม และ รักษ์โลก เพื่อที่ว่าสุดท้ายไม่โดนระบบธรรมชาติ จัดระเบียบ ด้วยสงคราม และ ภัยธรรมชาติต่างๆ คนสมัยนี้ คล้ายกับผีร้าย ซาตานเข้าสิง สามารถทำธุรกิจ แบบทำลาย ทำร้ายสุขภาพผู้คนได้แบบหน้าตาเฉย ตาใส ไร้ความรู้สึก ไม่ผิดกฎหมายทั้งๆที่ผิดคุณธรรม โดยผ่าน ระบบการตลาดที่โหดเหี้ยม กลไกการตลาดที่ “ลับ ลวง พราง” และ เพื่อ ยั่วยวน หลอกล่อ จับจุดอ่อน ส่งเสริมความฟุ่มเฟือย ฯลฯ โดยใครไม่รู้เท่าทัน ก็ “ติดกับดัก” หลุดเข้าระบบ “สายพานชีวิต” ผมมีคำแนะนำ ง่ายๆ (ไม่ต้องมีเอกสารอ้างอิง เพราะ คิดเอง มั่วเอง) ๑๒ ประการ ดังนี้

(๑) อย่าเชื่อโฆษณา

นักการตลาด นักโฆษณา มากมาย ใช้ เทคนิค ศิลปะการยั่วยวน ให้คึกที่จะซื้อ นับวันจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เร่งให้เป็นนักซื้อ หัดสร้างหนี้ตั้งแต่เป็นเด็กๆกันเลยทีเดียว ศาสตร์ทางการตลาด โฆษณา สื่อสารมวลชน กลายเป็นศาสตร์ที่ “ติดลบ” “อกุศล“มากขึ้น เสื่อมลงมากขึ้น คนในวงการ ไม่ควบคุมกันเอง ไม่ตักเตือนกัน ดังนั้น เราในฐานะผู้บริโภค ก็ต้องเลิกเสพสื่อ เลิกเชื่อโฆษณา สอนลูก สอนหลาน สอนเยาวชน ให้เห็น กลลวงต่างๆ ให้มากขึ้น รู้ให้ทัน

(๒) ดู TV ให้น้อยลง และ หันไป ลงมือทำอะไรด้วยตนเองมากขึ้น

ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน ห่างไกลจอทีวี จอ Internet บ้าง สุขภาพของท่าน จะโดนทำลาย ทั้งสายตา กล้ามเนื้อสะบักไหล่ กระดูกจะปวดทั้งที่หลังและที่คอ โรคกระเพาะอาหาร นอนน้อย และ อื่นๆ สุดท้าย เงินเก็บที่หามาได้ จะหมดลง เพราะ เป็นค่าใช้จ่ายให้โรงพยาบาล นั่งรถเข็นหรือนอนพะงาบพะงาบ ช่วยตนเองไม่ได้บนเตียง และ ไม่มีลูกหลานมาดูแล เพราะ ท่านทอดทิ้งพวกเขา มาหมกมุ่นอยู่หน้าจอทั้งวัน ท่านลืมออกกำลังกาย ความรัก ความผูกพันในครอบครัวจะหายไปเรื่อยๆ ต่างคนต่างอยู่มากขึ้น

(๓) เดินห้างให้น้อยลง พาลูกพาหลานออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งบ้างนะ

เดินในห้าง ท่านก็ผสมลมหายใจของใครต่อใครก็ไม่รู้ปนเปไปกับท่าน สูดเชื้อ ดมกลิ่น สารเคมี ที่ฉีดลงบนสินค้าต่างๆ ดมทุกวัน บ่อยๆมากๆก็แย่เหมือนกันนะ ออกไปกลางแจ้ง ที่อากาศดีๆ เพราะ บนถนนยิ่งเลวร้ายกว่า โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่เอาจริงเรื่องอะไรสักอย่าง นอกจาก การเมืองและผลประโยชน์ กีฬากลางแจ้ง แบบฝรั่ง มีแต่ค่ายใช้จ่ายราคาแพง เป็นกีฬาเชิงการค้าไปแล้ว เราก็ลองหากิจกรรมง่ายๆ ราคาถูก เช่น เดินป่า ปลูกต้นไม้ เข้าวัด ก็ได้นะ

(๔) อย่าไปอยู่ในฝูงชนมากนักเลย โดยเฉพาะคอนเสิร์ตต่างๆ

หูจะแตก เพราะ ลำโพงเปิดเสียงดังลั่น ทั้งในห้างสรรพสินค้า ตลาดนัด ลานเต้นแอร์โรบิก ถนนที่รถเต็มไปหมด รถเปิดเพลงดังลั่นและ ในชนบท ก็ยัง เปิดเพลงดังลั่นระวัง ยังมีระเบิดจากผู้ก่อการร้าย โรคติดต่อร้ายแรง ที่อาจจะมาพร้อม การเปิด AEC (ประชาคมอาเซียน) ก็ได้นะ อย่าทำอะไรตามๆกัน หันทวนกระแสแล้วจะปลอดภัย อย่าไปเห่อตามเขามากนัก โดยเฉพาะเรื่องอาหาร มีแต่ภัย ซ่อนเร้นอยู่

(๕) ซื้อให้น้อยๆหน่อย หัดทำเองบ้าง

ปลูกผักเอง แล้วจะรู้ว่า ผักธรรมชาติ กับ ผักอันตรายด้วยสารเคมี มันต่างกันเยอะเลย ทั้ง รส สี และกลิ่น หัดพึ่งพาตนเองบ้าง ลดการนำเข้า ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในบ้าน และ ในองค์กรก็ได้ วิศวกร มีแต่ catalog engineer ซื้อๆๆ เทคโนโลยีต่างชาติ คิดอะไรเองไม่เป็น ออกแบบไม่เป็น เก่งแต่ “จัดซื้อ” ควรหัดฝึกวิศวกร เป็นนักประดิษฐ์บ้าง ผู้บริหารหัดทำอะไรเองบ้าง ลงจากหอคอยงาช้าง ลงมาเลียบค่ายดูทหารเลวบ้าง อย่าคิดเองเออเอง ลงมาดูที่จริง ของจริง ความจริงบ้าง อย่าหูเบา อย่าเชื่อคนข้างกายมากนักเลย

(๖) หยุดทาน อาหารโหลๆ (Junk food) แล้วหัด ทานอาหาร ตามธรรมชาติบ้าง

ระบบการศึกษายุคนี้ เป็นแบบ “รู้ลึกโง่กว้าง” สุดท้าย ตายน้ำตื้น โดนพ่อค้าแม่ค้าหลอกเอาสารเคมี ใส่ลงไปในอาหาร ทานเข้าไปทุกวัน แบบ “โง่ ตาใส” เรียนก็สูง การงานก็ดี แต่ สอบตก เรื่องพฤติกรรมการทานอาหาร เร่งรีบ โดนหลอก หลงตนเอง ขี้เกียจ มักง่าย สุดท้าย “ทานแบบด่วน ก็ตายแบบด่วน” กลับบ้าน ทานข้าวกับพ่อแม่ ลูกเมียบ้าง ทานอาหารนอกบ้าน น่ากลัวนะ จะบอกให้

(๗) เอาแต่ทำงานแบบเดิมๆ แล้วคาดหวังผลงานดีๆ

ขยันแบบโง่ ทำเหมือนเดิม ไม่ปรับปรุง ไม่พัฒนา ไม่กล้าลอง อ้างงานยุ่ง ซึ่งพวก ขยันแต่โง่นี้ ฮิตเล่อร์ (Hitler)บอกว่า “เจอเมื่อไร ให้ฆ่าทิ้ง” สุดท้ายองค์กรไปไม่รอด ตนเองล้มบนฟูก ลูกน้องเดือดร้อน ประเทศชาติเสียหาย แม่ธรณีโดนรังแก วนอยู่ในกรอบเดิมๆ ตั้ง KPI มาวัดผลงาน ด่าในเรื่องซ้ำๆ ด่าคนทำไม่ด่าคนสั่ง เข้าลักษณะที่ว่า “ใครขโมยเนยแข็งของฉันไป” หรือ “สาปแช่งความมืด ลืมจุดตะเกียง

(๘) เอาแต่ขับรถ ลองหัดเดินดูบ้าง

เอาแต่ ยั่วให้คนซื้อรถ ปล่อยดอกเบี้ยให้ซื้อรถ สุดท้าย รถเต็มเมือง ถล่มน้ำมัน ต่างชาติฟันกำไร คนไทยเป็นง่อย เดินไม่เป็น ระบบรถสาธารณะน้อย กดดันให้ซื้อรถใหม่ ดูดควันพิษ ยังไม่มีระบบ Sky walk ในเมืองไทย คือ สามารถเดินเชื่อมทะลุได้หมด ไม่ต้องใช้รถ

(๙) ของเก่ายังใช้ไม่คุ้ม ซื้อใหม่อีกแล้ว ลองอดทนใช้ของเก่าๆบ้าง

ทั้ง โทรทัศน์ โทรศัพท์ หัดค่อยๆใช้ไป ไม่ต้องบ้าจี้ ขี้อวด ขี้โอ่ กลัวตกเทรนด์ อดทนหน่อย เปลี่ยนระบบคอมพิวเตอร์ อยู่เรื่อย ลงโปรแกรมใหม่ๆ ลูกอีช่างเปลี่ยน จนคนในองค์กร มึน งง เบลอไปหมดแล้ว

(๑๐) หยุดวุ่นวายเรื่องชาวบ้าน หัดมาพิจารณาตนเองบ้าง

เอาแต่ จับกลุ่มนินทา เพ่งโทษ โดยไม่หันมาพัฒนาตนเอง ติดดี เห็นคนอื่นแย่กว่า พูดจาทับถม ดับกำลังใจกัน สุดท้าย องค์กรหมดสภาพ เลิกเห่อฝรั่ง เห่อต่างชาติ หันมาใช้ของไทยๆ ภูมิใจในความเป็นไทยบ้างนะ หัดขอบคุณกันบ้าง อย่าเป็นองค์กรแล้งน้ำใจ อย่าวางฟอร์ม อย่าระแวง อย่าต่างคนต่างอยู่ อย่ากัดกันเอง

(๑๑) หัดทำอะไรช้าๆบ้าง เร่งมาแล้วทั้งชีวิต

ในความช้า มีอะไรให้ศึกษามากมาย จะเร่งไปตายถึงไหน เร่งขับรถ เร่งกิน เร่งโกง เร่งกำไร ไปถึงไหน รอๆ ธรรมชาติฟื้นตัวบ้างนะ ถล่มแม่ธรณีทำไมกันเนี่ย ช้าให้เป็น ช้าอย่างมีสติ หัดนั่งสมาธิ เดินจงกรม ทำงานศิลปะบ้าง

(๑๒) หัดมีระบบสำรองบ้าง

ถ้าอยู่เมืองใหญ่ วันใด มีสงคราม มีภัยธรรมชาติใหญ่ๆ จะหลบไปไหน แก่แล้วจะทำอะไร อย่ามาติดเรื่องเกษียณ ตอนอายุ ๕๙ ปี มันสายไปแล้ว ควรคิดตั้งแต่ อายุ ๒๐ ปีแล้ว ว่าจะเกษียณยังไง อย่ามั่นใจว่า กฎแห่งกรรมไม่มีจริง หัดสำรองความเชื่อเอาไว้บ้าง หากเรื่องที่เราไม่เชื่อ โดยเฉพาะ เรื่อง ชาติหน้า เรื่องนรกสวรรค์มีจริงขึ้นมา เราจะทำไง หัดบริหารความเสี่ยงบ้างนะ เรียนทางสายวิทย์มาตลอด เชื่อเรื่องวิทยาศาสตร์มาตลอด แล้วรู้ได้ไงว่า วิทยาศาสตร์ถูกต้อง ในเมื่อ มนุษย์ที่โกงๆ มั่วๆ เป็นคนทำวิจัย ทำการทดลอง และ เป็นนายทุนนำเสนอ กระบวนวิธีทางวิทยาศาสตร์น่าจะถูกต้อง 100% แต่ นักวิทยาศาสตร์นี่ซิ ไม่น่าจะถูกต้อง ทุกคนนะ บางคนอาจจะรับเงินนักธุรกิจชั่วร้าย งกๆเค็มๆ โกงๆมาก็ได้นะ บิดเบือนผลการวิจัยเพื่อเข้าข้างตนเองก็มีนะ

*** อย่ารอแก่แล้วไปวัด ไปศึกษาทางธรรมนะ ***

เรื่องทาง พุทธศาสตร์ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกๆๆ จนได้ทักษะ ไม่ใช่ แค่คิด ไม่ใช่แค่อ่าน ก็จะเข้าใจได้นะ ดังนั้น อย่าประมาท อาจจะตายก่อน เกษียณก็ได้ อาจจะพิการ จนศึกษาทางธรรมไม่ได้ก็ได้นะ รู้ได้ไงว่า ที่เชื่อมาทั้งชีวิต หนีธรรมะมาทั้งชีวิต เป็นเรื่องจริง
หากไม่ศึกษาธรรม ไม่เข้าหาบัณฑิต ก็คือ คิดเอง เออเอง มันพลาดได้ง่ายๆนะ เรื่องทางธรรม ไม่ใช่ เรื่องการใช้ “ความคิด” นะ หลงใช้ “ความคิด” มาทั้งชีวิต แล้วจะเข้าใจธรรมได้ยังไง ธรรมะเป็นเรื่องของ “สติ” ที่ต้องผ่านการฝึกฝน สะสมเก็บชั่วโมงฝึก คนคิดมากฝึกธรรมไม่ได้นะ
จริงๆแล้ว ยังมีอีกหลายประการ หลายข้อแนะนำ แต่ ๑๒ ประการนี้ ก็เยอะแล้ว  เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องที่ ฟังดูง่าย แต่ ทำจริงๆยาก เหมือนกับการศึกษาธรรมะ คือ ต้องลงมือทำจึงจะเข้าใจ เอาแต่อ่านแล้ววิจารณ์ไม่ได้เลย
การพึ่งพาตนเอง ไม่ไหลตามกระแส ดูจะเป็นกลยุทธ์ที่จำเป็น ไม่ต้องไปคิดแบบแคบๆว่า “ทำกินเองแล้วคนอื่นจะตกงาน พ่อค้าจะไม่มีงานทำ” การคิดแบบนี้ เป็นอะไรที่ วัยรุ่นเรียกว่า “เกรียน“มาก หรือ ภาษาจีนแต้จิ๋ว คือ ซี้ปังโต้ และ ซี้ปังเท้า มากๆ
<iframe width="560" height="315" src="http://www.youtube.com/embed/9bZkp7q19f0" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>
ยินดีทุกท่าน ที่เข้าชมบล็อคของเรา